“ubiquitous” computing?

1.What are some of the IT innovations of the past two decades that have led to “ubiquitous” computing? ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจความหมายของคำว่า ubiquitous computing ว่าคืออะไร ubiquitous หมายถึง มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ส่วน computing หมายถึง ระบบการประมวลผล […]

1.What are some of the IT innovations of the past two decades that have led to “ubiquitous” computing?

ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจความหมายของคำว่า ubiquitous computing ว่าคืออะไร ubiquitous หมายถึง มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ส่วน computing หมายถึง ระบบการประมวลผล เมื่อนำมารวมกันแล้ว จึงหมายถึง ระบบการมวลผลที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง

จากข้อมูลในเว็บไซท์
http://en.wikipedia.org/wiki/Ubiquitous_computing http://science.discovery.com/videos/visions-of-the-future-ubiquitous-computing.html

ทำ ให้เห็นภาพว่า ระบบที่ว่านี้เสมือนกับการเอาคอมพิวเตอร์หรือชิพประมวลผลใส่ลงไปในทุกอณูของ สิ่งต่างๆทางกายภาพ โดยรูปแบบที่เล็กที่สุดคือ ระดับอนุภาคฝุ่น (dust) ที่มีขนาดที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ ซึ่งแนวคิดนี้จะสามารถทำให้ทุกสิ่งบนโลกนี้กลายเป็นคอมพิวเตอร์มีชีวิต อยู่ในทุกหนทุกแห่งได้อย่างแท้จริง ยกตัวอย่างเช่น มีการนำเอามาผสมเป็นวัสดุทำเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และจากวิดีโอดังกล่าวก็ได้ทำให้เห็นภาพว่า เทคโนโลยีเสื้อผ้าแห่งอนาคตนั้น มิใช่เป็นแต่เพียงกันร้อนกันหนาวเท่านั้น แต่ยังสามารถจับอุณหภูมิหรือความผิดปกติต่างๆในร่างกายของเรา รวมทั้งการระบุตำแหน่งที่ตั้งของเรา เพื่อการรักษาที่ทันท่วงที

หรือ แม้แต่ยาที่เรารับประทานเข้าไป ในอนาคต หากว่ามีระบบประมวลผลขนาดเล็กเป็นองค์ประกอบของตัวยาได้แล้ว เราก็จะสามารถมองเห็นอวัยวะภายในทั้งหมดของเราผ่านยาตัวนี้ขณะที่มันเดินทาง ไปในระบบทางเดินทางอาหารของเราได้

หรือแม้แต่แว่นตากันแดด ก็จะมีสมรรถภาพในการประมวลผลบุคคลที่เราเดินผ่านไปได้ ว่ามีประวัติอย่างไร ชื่ออะไร เป็นต้น

และ ทุกอย่างจะถูกเชื่อมต่อกันด้วยระบบ network ที่ทรงประสิทธิภาพนั่นเอง ทำให้ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ที่เราเคยดูเมื่อหลายปีก่อนนั้น สามารถกลายเป็นจริงได้ในอนาคต

สำหรับคำถามที่ว่า นวัตกรรมอะไรที่เกิดขึ้นเมื่อสองทศวรรษที่ผ่านมาทำให้เกิดระบบการประมวลผล ที่แฝงอยู่ในทุกหนทุกแห่งนี้ น่าจะเป็น การเกิดขึ้นของ Microprocessor โดยบริษัท Intel เมื่อปี 1971 (http://inventors.about.com/od/mstartinventions/a/microprocessor.htm) โดยเกิดขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาของ Ted Hoff หนึ่งในวิศวกรผู้ออกแบบชิพ ที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าจากญี่ปุ่นที่ต้องการชิพที่มีความ แตกต่างกันทั้งหมด 12 ตัวสำหรับอุปกรณ์ต่างๆกัน 12 ชิ้น ด้วยกำลังการผลิตที่มีอยู่อย่างจำกัด เขาจึงร่วมกับทีมแล้วออกแบบชิพหนึ่งตัวที่สามารถทำงานได้ครอบคลุม 12 อย่างอย่างที่ลูกค้าต้องการ และนั่นคือ จุดกำเนิดของ Microprocessor ที่ถูกนำมาพัฒนาต่อยอดอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ในปัจจุบันนี้ ชิพมีขนาดเล็กลงมาก จนสามารถใส่ในมือถือขนาดเล็กบางเฉียบได้

และจาก แนวโน้มของ Hardware ที่จะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค จึงทำให้แนวคิดที่ว่า จะพัฒนาตัวประมวลผลให้มีขนาดเล็กจนมีอนุภาคเท่าฝุ่นนั้นสามารถเป็นไปได้ และเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาและประยุกต์ใช้ ubiquitous computing อย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ นวัตกรรมในด้านของอินเตอร์เน็ต ระบบเครือข่ายและเทคโนโลยีการสื่อสาร ก็เป็นส่วนที่ทำให้เกิดพัฒนาการมาถึงจุดของ ubiquitous computing เพราะ หากมีเพียงระบบประมวลเล็กๆ อยู่ในสิ่งต่างๆ แต่ไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลหรือการสื่อสารกันแล้ว การประมวลผลนั้น ก็ไม่สามารถจะนำเอาไปประยุกต์ทำประโยชน์ได้มากนัก ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่าเราจะมีเสื้อผ้าที่ตรวจจับความผิดปกติในร่างกายได้ แต่ไม่สามารถสื่อสารไปยังศูนย์รับข้อมูลของโรงพยาบาลที่เราได้ทำประกัน สุขภาพเอาไว้ได้ หรือไม่สามารถสื่อสารไปยังศูนย์ข้อมูลช่วยเหลือฉุกเฉินเช่น 191 ได้ เราก็อาจไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ซึ่งมีเทคโนโลยีประมวลผลทรงประสิทธิภาพมากก็จริง แต่หากขาดนวัตกรรมด้านระบบเครือข่ายแล้ว ubiquitous computing ก็คงจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

2.What are some ways that businesses are using the Internet to compete in new ways?

http://wordnetweb.princeton.edu/perl/webwn?s=internet ได้ให้ความหมายของ Internet ไว้ว่า
“a computer network consisting of a worldwide network of computer networks that use the TCP/IP network protocols to facilitate data transmission and exchange”

ได้ทำให้เราเข้าใจชัดเจนว่า อินเตอร์เน็ตนั้นเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระดับโลก สื่อสารกันด้วย TCP/IP network protocols ทั้งแบบมีสายและไร้สาย

จะเห็นว่า เป็นเครือข่ายขนาดมหึมา เป็นได้ทั้งเครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายทุน เครือข่ายผู้ประกอบการ เครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เป็นการข้ามขอบเขตทางกายภาพอย่างสิ้นเชิง ซึ่งถือว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่ทั้งส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกันอย่างกว้าง ขวาง และได้ทำให้กลุ่มคนเล็กๆ บริษัทเล็กๆ หรือบริษัทที่ไม่มีที่ตั้งทางกายภาพ สามารถบริหารงานได้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือมากกว่าบริษัทใหญ่ยักษ์ที่ ตั้งขึ้นมาหลายสิบปี

วิธีเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขององค์กรนั้น Michael E. Porter ได้เสนอว่ามี 3 วิธีคือ
Cost คือ ให้มีต้นทุนต่ำที่สุด
Differentiation คือ ทำให้แตกต่าง
Focus คือ การเจาะกลุ่มเป้าหมาย

และในยุคนี้ อินเตอร์เน็ตและระบบสารสนเทศก็สามารถนำมาใช้เพื่อผลักดันให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันได้ดังนี้

Cost อินเตอร์เน็ตสามารถลดต้นทุนในการดำเนินงานต่างๆได้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น
การติดต่อสื่อสารทั้งภายในและภายนอก จากแต่เดิมเคยใช้โทรศัพท์หรือ Messenger ก็เปลี่ยนมาติดต่อโดยใช้อีเมลแทน
การ ประชุม อบรมสัมมนา โดยวิทยากรไม่จำเป็นต้องเดินทางอีกต่อไป สามารถที่จะใช้เทคโนโลยี VDO Conference ทำให้ประหยัดค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าเช่าสถานที่ ค่าอาหารและของว่าง เป็นต้น
ลดการใช้กระดาษ เนื่องจากบริษัทสามารถบันทึกข้อมูลต่างๆบน network หรือ media ต่างๆได้เลย Print เฉพาะเอกสารที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ

Differentiation ในที่นี้อาจหมายถึงการผลิตบริการที่แตกต่างจากคู่แข่งออกไป ยกตัวอย่างเช่น
การ ให้ลูกค้าสั่งซื้อผลิตภัณฑ์บนเว็บไซท์ โดยมีการพัฒนาเว็บไซท์ให้สวยงามน่าใช้ มีลักษณะเฉพาะตัว ใช้ง่าย และมีระบบตรวจสอบ (E-tracking) ที่ลูกค้าสามารถตรวจสอบได้เองจากหมายเลขอ้างอิงที่ได้รับ เหมือนที่ไปรษณีย์ไทยนำเอาระบบตรวจเช็คสถานการณ์ส่งพัสดุมาให้ลูกค้าใช้ตรวจ สอบ
การทำให้แตกต่างทางอ้อม คือ การนำเอาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและอินเตอร์เน็ตมาใช้สนับสนุนการทำงานของแรง งานความรู้ เช่น พนักงานขายมืออาชีพของบริษัท เช่น เวลาที่พวกเขาไปพบปะลูกค้า จะสามารถเช็คข้อมูล stock แบบ real time หรือข้อมูลอื่นๆที่ลูกค้าต้องการทราบในขณะนั้นได้ทันที ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ดีขึ้น

Focus การใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการเจาะกลุ่มเป้าหมายนั้น สามารถใช้ประโยชน์ได้จาก Social Networking เช่น Facebook, Hi5 หรือ Pantip โดยปกติแล้ว ในกลุ่มคนที่อยู่ใน social networking นี้ ก็จะมีการรวมตัวกันตามความสนใจของแต่ละคนอยู่แล้ว มีการอัพเดทข้อมูลข่าวสารเป็นประจำอยู่เสมอๆ ซึ่งธุรกิจต่างๆ สามารถที่จะเข้าไปหาข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค หรือ ไปลงโฆษณาต่างๆ ได้ ซึ่งจะทำให้การตลาดนั้นทำได้ตรงจุดมากขึ้นโดยเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาลดลง

(จาก keng.com)Viral Marketing หรือที่เรามักจะรู้จักกันเป็นภาษาไทย ในชื่อ การตลาดแบบไวรัส คือเทคนิคทางการตลาดอย่างหนึ่ง ที่ใช้ Social Network ที่มีอยู่ก่อนแล้ว มาเสริมสร้าง ให้เกิดการพบเห็นตราสินค้า (Brand Awareness) หรือทำเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ ทางการตลาด โดยลักษณะการกระจายข่าวสาร ในแบบ Viral Marketing จะเป็นลักษณะเหมือนการบอกแบบปากต่อปาก เพียงแต่ว่าในยุคนี้ สื่ออินเตอร์เน็ต เอื้อให้การตลาดแบบไวรัส กระจายตัวได้เร็วกว่าแต่ก่อนมาก

Viral Marketing นั้นมีพลัง มีน้ำหนักในการสร้างความเชื่อถือ มากกว่าโฆษณาแบบอื่น ๆ เพราะว่ามีการยืนยันโดยเพื่อน ๆ ของผู้รับเอง เพราะมักจะเป็นการส่งต่อ หรือบอกต่อ โดยใ้ช้อีเมล์ การไป post ไว้ใน blog หรือ Social Network ของตนเอง พอเพื่อนมาเห็น ก็ค่อนข้างจะยินยอมที่จะดู อ่าน หรือฟัง ข้อความหรือข่าวสารนั้นนั่นเอง

Viral Marketing ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ช่องทาง ทางอินเตอร์เน็ตเท่านั้น ยังสามารถเผยแพร่กระจายไปตามสื่อ Traditional Media เช่นทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ ได้เ่ช่นกัน

ตัวอย่างเช่น กรณีเพลง ผีกาก้า ที่มีผู้เผยแพร่ให้ฟังและดาวน์โหลดกันจากเว็บไซต์ แต่สุดท้ายดังไปทั่วประเทศ เพราะผู้สื่อข่าว ทำไปพูดถึง และนำเสนอผ่าน โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์เป็นต้น ผลสุดท้าย เพลงผีกาก้า ได้รู้จักกันไปทั่วประเทศ และคนแต่งเพลงผีกาก้า ก็ได้ทำ CD มาออกขายผ่านทาง เซเว่น-อีเลเว่น

3. What is meant by the term “knowledge worker,” and what IT support does this type of worker need today?

จาก http://en.wikipedia.org/wiki/Knowledge_worker knowledge worker เป็นบุคลากรที่ใช้ความรู้ความสามารถในการตีความข้อมูลข่าวสารในบริบทใดบริบทหนึ่ง

หรือ พูดง่ายๆว่า เป็นบุคลากรที่ต้องทำงานกับข้อมูลจำนวนมากๆ และมีความสามารถในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในการปฏิบัติงานให้เกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผล บรรลุวัตถุประสงค์ของงานและรวมไปถึงการริเริ่มสร้างสรรค์ให้เกิดนวัตกรรม ใหม่ๆ

Knowledge worker จึงมีชื่อเรียกอีกว่า intellectual worker หรือ brain worker นั่นเอง

ยก ตัวอย่างเช่น คนที่ทำงานในส่วนของเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งหมด รวมไปถึง นักขาย ทนาย ครู อาจารย์ หมอ นักข่าว เป็นต้น และมีแนวโน้มว่า คนทุกส่วนในระบบเศรษฐกิจแบบใหม่หรือที่เรียกว่าเศรษฐกิจฐานความรู้นั้น จะต้องได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็น knowledge worker ไม่เร็วก็ช้า เพื่อความอยู่รอดในการดำรงชีวิตอยู่และเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ
และ เนื่องจากในปัจจุบันนี้มีกลุ่มคนที่เรียกว่า Telecommuters ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนที่ทำงานไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ซึ่งมักเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่สังกัดบริษัทใดๆทั้งสิ้น รับงานเป็นครั้งคราวไป ก็ถือว่าเป็น knowledge worker อีกส่วนหนึ่งที่กำลังเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

ดังนั้น โดยสรุปแล้ว knowledge worker คือ คนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลและต้องนำข้อมุลนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูง สุดต่องานที่ทำและบรรลุวัตถุประสงค์

โดยในขณะนี้ สามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มบุคลากรที่สังกัดบริษัท กับ free agents นั่นเอง

แต่ สิ่งที่คน 2 กลุ่มนี้ต้องการการสนับสนุนทางด้าน IT เหมือนกันก็คือ โครงข่ายการสื่อสารและระบบเน็ตเวิร์คที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ในที่นี้หมายถึง ความรวดเร็ว ความถูกต้องแม่นยำของข้อมูล ความครอบคลุมของระบบเครือข่ายการสื่อสาร การรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูล รวมไปถึงระบบการจัดเก็บข้อมูลสำรอง (backup) ที่น่าเชื่อถือ

นอกจาก ทางด้านโครงสร้างของระบบเครือข่ายแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ ระบบการจัดเก็บและสืบค้นสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ เป็นหมวดหมู่ สามารถดึงออกมาใช้ได้ง่ายและตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งาน

About Cyber7